เนื้อหา
คุณสมบัติพื้นฐานของไฮโดรเจนไซยาไนด์
ข้อสำคัญมีจุดเดือด4 26 องศาเท่านั้น ดังนั้น สารไฮโดรเจนไซยาไนด์ทั้งในรูปของแข็ง สารละลายในน้ำ สามารถระเหยกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ได้ง่ายมาก
เพราะประเทศไทยอุณหภูมิร้อนชื้น
รูปที่ 3 แสดงค่าจุดเดือดไซยาไนด์ 26 องศา
เปลี่ยนจากสถานะของเหลวหรือของแข็งกลาย เป็นสถานะก๊าซไซยาไนด์4
สถานะของสารไซยาไนด์
กับความอันตราย แบ่งเป็น
1) สถานะของแข็ง จะปลอดภัยใช้งานในโรงงาน แต่อันตรายเมื่อดื่มกินเข้าไปในร่างกาย
สารไซยาไนด์สามารถซึมเข้าระบบทางเดินอาหาร
หรือ ซึมเข้าทางผิวหนัง10
ล่าสุดพบชาวบ้าน
อดีตพนักงานบริษัทเหมืองแร่ทองคำ หน้าที่แบกสารไซยาไนด์บรรจุในกล่อง ในสถานะของแข็ง
ระยะเวลา 13 ปี ปรากฎว่าป่วย
อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งยังไม่มีงานวิจัยต่างประเทศ
แต่จากรายงานบางฉบับ ของแข็งไซยาไนด์ KCN และ NaCN ส่งผลเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง และสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้10 สันนิษฐานได้อีกว่า เกิดจากสารของแข็งไซยาไนด์
สัมผัสกับไอน้ำในบรรยากาศที่มี ก๊าซออกซิเจน ส่งผลให้เกิด
สภาพความเป็นกรดบริเวณผิวหน้าของแข็งสารไซยาไนด์เกิดสภาวะกลายเป็นเหลวหนืดๆไหลเยิ้มๆลื่นๆ จนเกิดการระเหยกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ เพราะจุดเดือดของสารไซยาไนด์ เพียง 26 องศา4
2) สถานะของเหลว จะปลอดภัยเมื่ออยู่ในสภาวะเป็นเบส pH > 11 มีปริมาณเล็กน้อยปล่อยออกมาในรูปก๊าซไซยาไนด์ ในขบวนการอุตสหกรรม คือ pH > 10.5
ปล่อยก๊าซไซยาไนด์ 5% สู่บรรยากาศ

ปล่อยก๊าซไซยาไนด์ 5% สู่บรรยากาศ
รูปที่ 4 การเปลี่ยนสถานะสารไซยาไนด์ในสารละลาย
กลายเป็นสถานะก๊าซพิษไซยาไนด์ 11 ตามค่า
pH
สารละลายไซยาไนด์ในน้ำ
ตามรูปที่ 8
แกน x คือ ค่าความเป็นกรดด่างของสารละลาย
แกน y คือ เปอร์เซนต์การปล่อยเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์
pH >11,12,13 จะไม่เกิดก๊าซพิษไซยาไนด์
pH > 11 มีปริมาณเล็กน้อยปล่อยออกมาในรูปไซยาไนด์
pH > 10.5 ยังปล่อยก๊าซพิษไซยาไนด์ 5% สู่บรรยากาศ
pH > 10.5 ยังปล่อยก๊าซพิษไซยาไนด์ 5% สู่บรรยากาศ
pH > 10 ปล่อยก๊าซพิษไซยาไนด์ 15%
สู่บรรยากาศ
pH < 9 ปล่อยก๊าซพิษไซยาไนด์ 70% สู่บรรยากาศ
pH < 8 ปล่อยก๊าซพิษไซยาไนด์ 95% สู่บรรยากาศ
pH < 7 หรือสภาพความเป็นกลาง
ปล่อยก๊าซพิษไซยาไนด์ 100% สู่บรรยากาศ
ดังนั้น
น้ำฝน มีค่าความเป็นกลาง เมื่อสัมผัสสารละลายไซยาไนด์ในระบบเปิด
จะเกิดก๊าซพิษไซยาไนด์ระเหยจากผิวหน้าสารละลายไซยาไนด์ การออกแบบใช้งานระบบไซยาไนด์จำเป็นต้องอยู่ภายในถังระบบปิดทุกครั้ง
ทั้งนี้ในอากาศมีก๊าซออกซิเจน
หากสัมผัสที่ผิวหน้าของสารละลายไซยาไนด์ ก็จะทำให้มีสภาพเป็นกรดอ่อนที่ผิวหน้าสารละลาย
ก็สามารถทำให้เกิดการระเหยของก๊าซพิษไซยาไนด์ได้ เช่นกัน
ในระบบโรงงานจำเป็นต้องมีระบบดัดจับก๊าซพิษไซไนด์ scrubber เพื่อเป็นการควบคุมความดันภายในถัง
และป้องกันการรั่วไหลของก๊าซพิษไนด์สู่สิ่งแวดล้อม
3) สถานะก๊าซ อันตรายที่สุด
พร้อมทำลายสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตที่สูดดม
หรือสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง10 และถ้าเร็วคือการดูดซึมผ่านระบบหายใจ
กระจายเข้าร่างกายอย่างรวดเร็ว ตรวจพบ คือ
ตับ ปอด เลือด และสมอง ส่งผลเกิดโรคเรื้อรังได้
ดังนั้น
ต้องทำให้ไม่เกิดก๊าซพิษไซยาไนด์แพร่สู่บรรยากาศ
ต้องกำจัดความเป็นพิษของก๊าซไซยาไนด์ 0 ppm ในระบบปิดให้เรียบร้อยก่อนปล่อยสู่บรรยากาศ
หรือระบบเปิด
กรณีศึกษาในคน สูดดมก๊าซไซยาไนด์ ดังนี้
1 ) ก๊าซไซยาไนด์
17 mg/m3 สัมผัส 24 ชั่วโมงแค่ 1 วัน ส่งผลเกิดอาการ
แสบตา ,กล้ามเนื้ออ่อนแรง,มึนหัว,นอนไม่หลับ, คลื่นไส้ อาเจียน , แน่นหน้าอก ,
หายใจลำบาก , การเต้นหัวใจไม่สม่ำเสมอ
2 ) ก๊าซไซยาไนด์ 0.01 – 3.6 mg/m3 ส่งผลต่อ คนงานที่ทำงานต่อเนื่องหลายปี
เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวปริมาณผิดปกติ ยังไม่พบความผิดปกติ ของต่อมไทรอยด์
3 ) ก๊าซไซยาไนด์ 4.2-12.4 ppm ( 4.63-13.69 mg/m3 ) เฉลี่ย 6.4-10.4 ppm (7.0.7 -11.45 mg/m3) ใน 3 โรงงาน คนงานอายุงาน 5-10 ปี ทั้ง 36 คน ไม่มีภาวะการสูบบุหรี่
ส่งผลอาการ มีอาการปวดหัว อ่อนแรง
การรับสัมผัสลดลง รส กลิ่น เคืองตาน้ำตาไหล เสียดท้อง ปวดหัวใจจุกช่วงท้อง
น้ำลายไหล การตัดสินใจลดต่ำลง ใน 20 คนจาก 36 คนใน อียิปต์ มีภาวะเป็นไทรอยด์สูงขึ้น
สรุป ปริมาณการสูดดมก๊าซไซยาไนด์ ดังนี้
-
ไซยาไนด์
20-40 mg/m3 ค่อยๆส่งผล
-
ไซยาไนด์
120-150 mg/m3 0.5-1
ชั่วโมง อาจทำให้เสียชีวิตลงได้
-
ไซยาไนด์
150 mg/m3 30 นาที อาจทำให้เสียชีวิต
-
ไซยาไนด์
200 mg/m3 10 นาที อาจทำให้เสียชีวิต
-
ไซยาไนด์
300 mg/m3 อาจทำให้เสียชีวิตในทันที
รูปที่
5 เอกสารสิ่งแวดล้อมของอเมริกา
รายงานสารไซยาไนด์ HCN สามารถละลายในไขมัน
ดังนั้นสารไซยาไนด์ ร่างกายสามารถดูดซับอย่างรวดเร็วหลังจากสูดเข้าร่างกาย
และสามารถซึมผ่านเข้าทางผิวหนัง เมื่อได้สัมผัสกับสารไซยาไนด์ของแข็งในรูป KCN และ NaCN ส่งผลเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง และซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ 1
ผลเสียหรือผลกระทบขบวนการกำจัดสารไซยาไนด์เหมืองแร่ทองคำ
ขบวนการผลิตเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย
มีการใช้สารไซยาไนด์ในการสกัดทองคำ ปริมาณไซยาไนด์ 3 1,500 ตัน/ปี ใช้ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการเคมี
ด้วยเทคนิค SO2/Air และการบำบัดกากโลหะหนักไซยาไนด์ ด้วยแสงแดด หรือตากแดดในระบบบ่อเปิด
ด้วยเทคนิค SO2/Air และการบำบัดกากโลหะหนักไซยาไนด์ ด้วยแสงแดด หรือตากแดดในระบบบ่อเปิด
ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ชองไซยาไนด์
ส่งผลให้
1 ) สารไซยาไนด์ปนเปื้อนอยู่บรรยากาศ
2 ) สารไซยาไนด์ปนเปื้อนอยู่ในน้ำ
หรือสารละลาย
3 ) สารไซยาไนด์ปนเปื้อนในตะกอนของแข็ง
รูปที่
6
ปริมาณไซยาไนด์ 3 1,500 ตัน/ปี หรือ 1,500,000 กิโลกรัม/ปี หรือ 1,500,000,000 กรัม/ปี
รูปที่ 7 บ่อกักเก็บกากโลหกรรม หรือกักเก็บกากแร่โลหะไซยาไนด์ 1,200
ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นระบบเปิด ระเหยสู่สิ่งแวดล้อม
ออกแบบผิดบ่อเปิด กักเก็บกากแร่โลหะไซยาไนด์ ตั้งแต่เริ่มแรก
โดยอ้างว่า ใช้ระบบแสงแดดเป็นขั้นตอนบำบัดก๊าซพิษไซยาไนด์
ซึ่งสามารถกำจัดก๊าซพิษไซยาไนด์ได้ใน 3 วัน คำกล่าวอ้าง นักวิชาการ วิศวะเหมืองแร่ มหาลัยชื่อดังย่านพญาไท
ถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิด และส่งผลอันตรายต่อชาวบ้านและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรงในวงกว้าง
รูปที่
8
ก๊าซพิษไซยาไนด์สามารถอยู่ในบรรยากาศได้ถึง 1-3 ปี ยิ่งกว่านั้น สารละลายที่มีไซยาไนด์อยู่ปริมาณสูง
สามารถเกิดก๊าซไซยาไนด์ระเหยได้จากผิวหน้าของสารละลายได้ สารไซยาไนด์ในกระแสเลือดมนุษย์ เพียง 0.05
ppm ก็ส่งผลอันตรายต่อมนุษย์ 16
งานวิจัยในต่างประเทศนำเสนอว่า
ก๊าซพิษไซยาไนด์อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ 1-3 ปี ถือได้ว่า
การออกแบบบ่อกากแร่ของเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย การกำจัดก๊าซไซไนด์ด้วยแสงแดด
เป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ ในงานวิจัยยังเสนอว่า สารละลายที่มีไซยาไนด์อยู่ปริมาณสูง
สามารถเกิดก๊าซไซยาไนด์ระเหยได้จากผิวหน้าของสารละลายได้ ดังนั้นบ่อเปิดของเหมืองแร่ที่มีกากไซยาไนด์
ย่อมเต็มไปด้วยก๊าซพิษไซยาไนด์กระจายอยู่ทั่วบริเวณ
สารไซยาไนด์ในกระแสเลือดมนุษย์ เพียง 0.05 ppm ก็ส่งผลอันตรายต่อมนุษย์ 16 ที่ผ่านมาพบ
ชาวบ้านเหมืองแร่ทองคำ รับจ้างปลูกต้นไม้ รอบบ่อเก็บกากแร่ไซยาไนด์
เพียงไม่กี่เดือน ป่วยด้วยอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
รูปที่ 9 แสดงถึงเหมืองแร่ทองคำไทย บำบัดไฮโดรเจนไซยาไนด์ด้วยเทคนิค UV ในแสงแดด 12
ทั้งนี้
ต่างประเทศ ถ้าเลือกขบวนการบำบัดด้วย UV13
จะต้องในห้องปิด ด้วยลำแสง UV 200 - 280 – 350 nanometer (nm)
รูปที่
10
เครื่องบำบัดไซยาไนด์ ด้วยลำแสง UV ภายใต้ระบบปิด
ไม่ใช่ แสง UV ภายใต้แสงแดดธรรมชาติ 14
รูปที่ 11 การทำเหมืองแร่ทองคำ ณ ประเทศอินโดนิเซียใช้การบำบัดไซยาไนด์ด้วย = ธรรมชาติ = แสงแดด 15 ถือเป็นความผิดพลาดการกำจัดไซยาไนด์
รูปที่ 11 การทำเหมืองแร่ทองคำ ณ ประเทศอินโดนิเซียใช้การบำบัดไซยาไนด์ด้วย = ธรรมชาติ = แสงแดด 15 ถือเป็นความผิดพลาดการกำจัดไซยาไนด์
ถือเป็นความผิดพลาด
การกำจัดสารประกอบไซยาไนด์ในระบบเปิด
แทนที่จะกำจัดสารไซยาไนด์ในระบบปิด ภายในถังให้เรียบร้อย
ความเข้มข้นไซยาไนด์ต้อง 0
ppm ก่อนปล่อยออกสู่ระบบเปิด
การออกแบบอาคารจัดเก็บสารไซยาไนด์
โดยสภาวิศวกรถือว่าไม่เหมาะสม และปล่อยให้เกิดก๊าซไซยาไนด์รั่วไหลต่อสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านบริเวณนั้น
ไม่มีการกำหนดให้สารไซยาไนด์ต้องเก็บภายใต้ระบบปิด
และต้องติดตั้งระบบดัดจับทำลายก๊าซพิษไซยาไนด์ หรือ scrubber ตามหลักทางเคมี
แม้ในเอกสารจะระบุว่าออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ถือว่าเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงอย่างยิ่ง
รูปที่
12
เอกสารจากสภาวิศวกร 7 ออกแบบอาคารจัดเก็บไซยาไนด์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการจัดการก๊าซพิษไซยาไนด์
ภายใต้ระบบเปิด อากาศไหลถ่ายเทก๊าซพิษไซยาไนด์สู่บรรยากาศโดยตรง
โดยไม่มีระบบทำลายก๊าซพิษไซยาไนด์
ต่างประเทศมีการลงทุนรับผิดชอบต่อสังคม
ติดตั้งเครื่องดักจับก๊าซพิษไซยาไนด์ หรือ scrubber
และทำลายความเป็นพิษไซยาไนด์ด้วยสารเคมีโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ ( NaClO ) ซึ่งสามารถทำลายความเป็นพิษของก๊าซพิษไซยาไนด์
เพื่อทำลายก๊าซพิษไซยาไนด์อย่างสมบูรณ์ ถึง 0.01 ppm ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ
รูปที่
13
เครื่องดักจับก๊าซพิษไซยาไนด์
8 หรือ scrubber
และกำจัดก๊าซพิษไซยาไนด์ด้วยสารเคมีโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ ( NaClO ) ภายใต้ระบบปิด ก่อนปล่อยสู่บรรยากาศ
เหลือก๊าซพิษไซยาไนด์ 0.01 ppm
ถอดบทเรียนสารไซยาไนด์ในต่างประเทศ
สารไซยาไนด์ ถือได้ว่าอันตรายเป็นอันดับ 1 ใน 10 หรือ 1 ใน 3 ของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะได้รับปริมาณเพียงนิดเดียว
สามารถทำให้มนุษย์ถึงขั้นเสียชีวิตได้ทันที เช่นเหตุการณ์รั่วไหลของสารเมทิลไอไซไซยาเนต methyl icocyanate ของบริษัท
Union Carbide ณ
เมือง bhopal ประเทศอินเดีย 9 เกิดการระเบิดของถังเก็บสารเมทิลไอไซไซยาเนต ประมาณ 40-45 ตัน ส่งผลให้ ก๊าซพิษแพร่กระจายรัศมีประมาณ 8 กิโลเมตร และกลายเป็นรัศมี 40 ตารางกิโลเมตรในเวลาต่อมา
ชาวอินเดียเสียชีวิตทันทีในคืนเดียว 3,700 คน ถัดมาใน 2 สัปดาห์
เสียชิวิตอีกประมาณ 8,000 คน ประเมินมีผู้เสียชิวิตใน 20
ปี ถึงกว่า 25,000 คน
รัฐบาลอินเดียประเมินโดยรวมมีผู้ได้รับบาดเจ็บและผลกระทบ ถึง 558,000
คน และอีก 120,000 คน สุขภาพไม่ค่อยดี แม้บริษัท Union Carbide ถูกฟ้องร้องจนล้มละลาย แต่กว่าจะจ่ายเงินค่าชดใช้
ทั้งเต็มไปด้วยการปฎิเสธคดีความ การไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งชาวอินเดียต้องฟ้องร้องคดีความถึงหลายสิบปี
ถึงจะได้รับค่าชดเชยบางส่วนที่เรียกร้อง
แสดงให้เห็นถึงธุรกิจต่างชาติที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเจ้าของประเทศ
บทเรียนนี้ ทำให้ชาวอินเดียตื่นตัวขับไล่ บริษัทอินเดียผลิตสารเคมีขนาดใหญ่ของเอเชีย
ที่พยายามก่อสร้างโรงงานในอินเดีย เมืองหนึ่ง จนย้ายไปสร้าง ณ เมืองแห่งใหม่
แต่ก็ยังถูกขับไล่จากชาวอินเดีย ทั้งที่มีการกล่าวถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่อินเดีย
ชาวอินเดียก็ยังขับไล่จนเป็นผลสำเร็จในการผลักดันออกนอกประเทศอินเดีย หลังจากนั้น
บริษัทอินเดียมาก่อสร้างโรงงานผลิตสารเคมีในประเทศไทย
ความรู้เพิ่มเติม
หากเกิดการรั่วไหลของสารไซยาไนด์ผ่านระบบ scrubber
Sodium Hydroxide ( NaOH ) เป็นเพียงแค่ระบบการนำสารไซยาไนด์กลับคืน
โดยให้ก๊าซไซยาไนด์คงสภาพในสถานะของเหลวมากที่สุด
แต่ไม่สามารถกำจัดความเป็นพิษของก๊าซไซยาไนด์
การรั่วไหลจึงยังคงสภาพความเป็นพิษไซยาไนด์อย่างเดิม
ปฎิกิริยาเคมีขบวนการใช้สารไซยาไนด์ในการสกัดแร่ทองคำ
รูปที่ 14 ปฎิกิริยาเคมีขบวนการใช้สารไซยาไนด์ในการสกัดทองคำ
6
แบ่งสถานะ
การเกิดปฎิริยาเคมี ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
4.1 ส่วนบนคือ สถานะก๊าซ
4.2 ส่วนตรงกลาง คือ สถานะของเหลว
4.3 ส่วนด้านล่าง คือ สถานะของแข็ง หรือตะกอนเศษดิน หรือ ตะกอนสารโลหะ
หรือตะกอนโลหะไซยาไนด์
ข้อดี
ของไซยาไนด์ในการนำมาสกัดแร่ทองคำ คือ
1 ) สารไซยาไนด์ราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับสารเคมีละลายทองคำตัวอื่น
2 ) สารไซยาไนด์มีความเลือกจำเพาะสูง ในการสกัดแร่ทองคำ แร่เงิน แร่แพตตินัม
3 ) สารไซยาไนด์มีความคงตัวสูง ไม่สูญสลายโดยง่าย คงตัวได้ดี ไม่เสียสภาพความเป็นไซยาไนด์
สามารถนำมาใช้กลับคืนในระบบ
4 ) การบำบัดไซยาไนด์ถือว่ามีงานวิจัย ทำการบำบัดไซยาไนด์ให้ ความเข้มข้นอยู่ในช่วง
0 – 5 ppm ได้แล้ว
ข้อเสีย
คือ
1 ) สารไซยาไนด์ สามารถระเหยกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ได้ง่ายมาก เพราะมีจุดเดือดเพียง 26 องศา4
เท่านั้น
เนื่องจากเมืองไทยเป็นประเทศเขตร้อนชื้น ดังนั้นจะต้องออกแบบให้รัดกุมภายใต้ระบบปิดให้สมบูรณ์
และกำจัดพิษไซยาไนด์ 0 ppm ก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม
ขบวนการกำจัดไซยาไนด์
ด้วยขบวนการเคมีแบบ อ็อกซิไดซ์
รูปที่
15
สรุปภาพรวมคร่าวขบวนการบำบัดไซยาไนด์มีหลายวิธี
แต่จะพอแนะนำเพียงบางวิธี เพื่อเรียนรู้ และแนะนำวิธีที่เหมาะสมในการบำบัดไซยาไนด์
6 และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
1 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยสารเคมี คือ สารโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ NaClO
( ClO-)
ปฎิกิริยาราคาถูก
เกิดปฎิกิริยาอย่างรวดเร็ว แต่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมในภายหลัง
ได้สารคลอรีนในปริมาณสูง ยิ่งกว่านั้น ในระหว่างการบำบัดก็ยังได้ก๊าซพิษไซยาไนด์ด้วย
ดังนั้นระบบนี้ก็ยังต้องมี อุปกรณ์ scrubber ดักจับก๊าซไซยาไนด์ระหว่างบำบัด
ด้วยสารโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ ( NaClO ) เพื่อไม่ให้ก๊าซพิษไซยาไนด์ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม
รูปที่
16
ปฎิกิริยาเคมีกำจัดไซยาไนด์ ด้วยสารโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ NaClO
( ClO- ) 15
เรียนรู้ขั้นตอน
1.1
)
ควบคุมสารละลายไซยาไนด์ให้ pH >11 ขึ้นไป
1.2
)
สารของแข็งผงสีขาว โซเดียมไฮโปรคลอไรด์
1.2.1
ถ้าไม่มีไซยาไนด์ ผงโซเดียมไฮโปรคลอไรด์แทบไม่ละลาย
1.2.2
ถ้ามีไซยาไนด์ ผงโซเดียมไฮโปรคลอไรด์จะละลายและเกิดควัน
ความร้อน ในระหว่างปฎิกิริยา
ควันไอน้ำที่เกิดขึ้นจะมีก๊าซพิษไซยาไนด์ ให้ติดตั้งระบบดักจับก๊าซพิษ scrubber สารละลายโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ ( NaClO ) อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันการรั่วไหลก๊าซพิษไซยาไนด์
1.3
)
ปฎิกิริยาสิ้นสุด 15 นาทีในขั้นตอนแรก
สังเกตุจะเกิดตะกอนสีขาว Sodium cyanate ถ้าให้ง่าย
ทิ้งปฎิกิริยาไว้ 2 ชั่วโมง จะเห็นสารละลายเริ่มสีเขียวมีปริมาณ
คลอรีนมาพอ ถือสิ้นสุดปฎิกิริยา
1.4
)
ส่งตรวจไซยาไนด์ในสารละลาย pH > 11 ผลคือไม่พบสารไซยาไนด์ตกค้าง ได้ค่า 0
ppm
2 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการเคมี
เหมืองแร่ทองคำไทย ด้วยเทคนิค SO2/Air
เหมืองแร่ทองคำไทย ด้วยเทคนิค SO2/Air
เหมืองแร่ทองคำประเทศไทย
เลือกขบวนการกำจัดด้วยเทคนิค SO2/Air ปฎิกิริยาราคาถูก ง่าย
ความไม่เหมาะสมคือ
เงื่อนไขการบำบัดจะควบคุม pH
ให้อยู่ประมาณ 8 ถึง 9 ซึ่ง
pH ค่าช่วงนี้จะส่งผลให้สารละลายไซยาไนด์
กลายเป็นก๊าซไซยาไนด์ 70-90% ปล่อยสู่บรรยากาศได้อยู่แล้ว ทำให้ตรวจพบปริมาณไซยาไนด์ในสารละลายได้น้อยลง
ยกเว้นกรณีที่มีหน่วยดักจับ scrubber ก๊าซพิษไซยาไนด์
เพื่อนำก๊าซพิษไซยาไนด์ไปกำจัดต่อไป
รูปที่
17
การกำจัดไซยาไนด์ เหมืองแร่ทองคำไทยใช้ขบวนการ SO2/Air
จากเอกสารระบุว่า “กระบวนการบำบัดต้องควบคุม pH
ให้อยู่ประมาณ 8 ถึง 9 “ แต่ในอีกบรรทัด ระบุว่า “ เพื่อรักษาค่าความเป็นความเป็นด่างให้มีค่ามากกว่า
10.5 ในระหว่างการผสม
เพื่อป้องกันการเกิดแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ในระหว่างการผสม “ 16
แสดงให้เห็นว่า
มีความตั้งใจในการปรับ pH
ให้อยู่ในช่วง 8-9 ทั้งที่ในเอกสารเขียนอย่างชัดเจนว่า
เพื่อป้องกันการเกิดแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ ต้องให้ pH มากกว่า
10.5
สาเหตุการควบคุม
pH
ประมาณ 10.5 เนื่องจากเป็น pH ที่เหมาะสมที่สุดในการละลายทองคำ
รูปที่ 18 เอกสารภาคเหมืองแร่ต่างประเทศ เขียนว่าระบบ SO2/Air
ช่วงค่า pH ที่เหมาะสมทำลายไซยาไนด์คือ pH 8 -9 เพราะ ธรรมชาติไซยาไนด์ถูกทำลายได้ดีในกรด 17
แสดงว่าเอกสารนี้ มีปัญหาความไม่รู้กฎทางเคมี เมื่อปรับให้เป็นกรด
สารไซยาไนด์จะเปลี่ยนไปกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์
แล้วตรวจหาสารไซยาไนด์ในสารละลายไม่พบ ไม่เรียกว่าทำลายสารไซยาไนด์ แต่เรียกว่า
แค่เปลี่ยนสถานะไซยาไนด์ จากของเหลว กลายเป็น ก๊าซพิษไซยาไนด์ เท่านั้น
รูปที่
19
แสดงปฎิกิริยากำจัดไซยาไนด์ ด้วย SO2/Air จะไปทำลายสารไซยาไนด์
และสามารถทำลายการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนของโลหะกับไซยาไนด์ได้ 18
แต่ผู้เขียนจะอธิบายว่า เขียนสมการเคมีไม่ครบถ้วน เพราะของจริงได้ก๊าซพิษไซยาไนด์ในขบวนการสู่สิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นการเขียนสมการแค่เริ่มต้น
แล้วมักง่ายเขียนตอนจบ ไม่เขียนปฎิกิริยาระหว่างกลางของการเกิดก๊าซพิษไซยาไนด์ จนเป็นเหตุอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่า
ขบวนการไม่มีก๊าซพิษไซยาไนด์เกิดขึ้น
ทั้งนี้ไม่สามารถกำจัดโลหะไซยาไนด์ได้สมบูรณ์ แต่ก็ไม่ควรปล่อย โลหะไซยาไนด์
ออกสู่สิ่งแวดล้อม เสนอแนะให้ทำการกรองตะกอน แล้วเข้าบำบัดด้วยเทคนิคอื่น เช่น
เข้าเผาในเตาหลอมอุณหภูมิสูง เผาก๊าซไซยาไนด์ ได้ก้อนโลหะ
พร้อมด้วยระบบ scrubber
ท่อจมใต้น้ำระบบ เพื่อดักจับไอโลหะหนัก
เช่น สารตะกั๋ว สารปรอท เป็นต้น
หรือ ปรับค่า pH
> 12 , 13 โลหะหนักอยู่ในรูปตะกอนของแข็งคล้ายวุ้น
โลหะไฮดรอกไซด์ แล้วทำการกรองตะกอน เพื่อนำไปฝังกลบต่อไป หมายเหตุ
ตะกอนเป็นลักษณะวุ้น กรองยากกว่าตะกอนลักษณะแข็ง
หรือ
ใช้หลักการอิเล็กไทรไลด์ปรับช่วงโวลต์ต่างๆ จะได้ช่วงโลหะมาเกาะที่แท่งขั้ว เป็นต้น
ทั้งนี้
การเขียนสมการในเอกสาร รูปที่ 17
สำหรับสารพิษไซยาไนด์อันตราย 1
ใน 3 ของโลก
ควรจะทำความเข้าใจสภาพ pH
ให้มากกว่านี้
เพราะอาจเกิดอันตรายร้ายแรง
รูปที่
20 การพัฒนาการกำจัดไซยาไนด์ของประเทศแคนนาดา
ที่เริ่มเปลี่ยนระบบจากเดิม Alk.Chlor ในปี 1981
มาเป็นระบบ SO2/Air ในปี 1981-1986
และพัฒนาเปลี่ยนมาเป็นการกำจัดไซยาไนด์ด้วยระบบ H2O2
ในปี 1987 แสดงให้ว่ามีการพัฒนาขบวนการบำบัด 19
หรือระบบบำบัดเดิม SO2/Air มีปัญหา
3 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการสารเคมี ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ H2O2 ราคาสูงมาก
เกิดปฎิกิริยาช้ามาก ใช้เวลาหลายวัน 5-7 วัน15 แต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
และต้องใช้สาร H2O2 ในปริมาณที่สูงมาก ทางทฤษฎีกล่าวว่า H2O2 kg 1.5 : 1 CN-
kg แต่ในความเป็นจริง H2O2 kg 3 : 1 kg
CN- แสดงว่าจะต้องออกแบบ
ระบบผลิต Plant ผลิต H2O2 ขึ้นเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดไซยาไนด์
ตัวอย่างการลงทุนในต่างประเทศ
เช่น เมืองแร่ Portovelo
โดยใช้ขบวนการ H2O2 ในการบำบัด
slurry ถึง 5-7 วัน
รูปที่
21
ขบวนการกำจัดสารไซยาไนด์ 15 ในสถานะของเหลว ด้วยสาร H2O2
ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ใช้เวลาบำบัดถึง 5-7 วัน ณ เมือง portovelo ประเทศเอกวาดอร์ เป็นต้น
รูปที่
22
ขบวนการกำจัดสารไซยาไนด์ ในสถานะของเหลว ด้วยสาร H2O2
ณ สถานที่ต่าง เช่น Homestake mine , Ok Tedi papue new
guinea 15 เป็นต้น
รูปที่
23
ปฎิกิริยาเคมี กำจัดสารไซยาไนด์ 15 ด้วยสาร H2O2
และสามารถกำจัดโลหะไซยาไนด์ M(CN)42- ให้อยู่ในรูป โลหะไฮดรอกไซด์ M(OH)2
ได้ด้วย ลดการปล่อยสารโลหะไซยาไนด์ออกสู่บ่อเปิดได้อีกด้วย
รูปที่
24
ตารางแสดงขบวนการกำจัดสารไซยาไนด์ ด้วยสาร H2O2 ณ OK Tedi mine เปรียบเทียบค่าก่อนเข้าบำบัด
และหลังบำบัด 20
4 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการเคมีโอโซน O3
ระยะหลังเป็นที่นิยม
มีเครื่องสำเร็จรูปผลิต O3
ขาย
รูปที่
25
ปฎิกิริยาเคมี กำจัดสารไซยาไนด์ ด้วยสารโอโซน21 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รูปที่
26
รายงานการกำจัดเหล็กไซยาไนด์ 21 ในกากตะกอน
มีประสิทธิภาพในการกำจัดถึง 99% โดยใช้ระยะเวลา 2 ชั่วโมง 15 นาทีถือว่าเป็นระยะเวลาไม่นานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รูปที่
27
แสดงประสิทธิภาพในการกำจัดสารไซยาไนด์
เมื่อเทียบกับปริมาณความเข้มข้นของก๊าซโอโซน 21
รูปที่ 28 แสดงภาพจริงในเหมืองแร่ต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่า มีการนำมาใช้งานจริง เพื่อแก้ไขปัญหากากตะกอนไซยาไนด์ และบำบัดไซยาไนด์ 22
รูปที่
29
WAD ไซยาไนด์ สามารถลดลงได้ถึง 98.7% โดยใช้ระยะเวลา 2 ชั่วโมง
ซึ่งเครื่องผลิตโอโซน22 สามารถเพิ่มหรือลดความเข้มข้นโอโซนได้
เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า เมื่อใช้พลังงานผลิตโอโซนที่คุ้มค่า 60% power
consumtion จะได้ก๊าซโอโซน 59 g/m3
5 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการเคมี โอโซน + ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
O3/H2O2 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รูปที่
30
แสดงถึงประสิทธิภาพในการกำจัดเหล็กไซยาไนด์ 21 ซึ่งขบวนการก๊าซ O3 + H2O2 สามารถช่วยลดระยะเวลาให้เหลือเพียง
1 ชั่วโมง 15 นาที ประสิทธิภาพการกำจัด
99.99% และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการเคมี ลำแสงยูวี UV เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รูปที่
31
แสดงให้เห็นเครื่องผลิตลำแสง UV กำจัดไซยาไนด์ในระบบปิด
ภายในเหมือง ไม่ใช่การปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม แล้วคาดหวังแสงแดดธรรมชาติบำบัด 14
รูปที่
32 แสดงปฎิกิริยาการกำจัดเหล็กไซยาไนด์
21 ด้วยลำแสง UV ได้เพียง 35% เท่านั้น เมื่อใช้เวลา 3 ชั่วโมง
ดังนั้นถือว่ายังไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบวิธีการอื่น
7 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการเคมี ลำแสงยูวี + โอโซน
+ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ UV/O3/H2O2 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
และให้ประสิทธิดี ระยะเวลาสั้น เมื่อนำ 3 วิธีการมาผสมกัน
รูปที่
33
แสดงปฎิกิริยาเคมี การนำเทคนิค 3 ชนิดมารวมใช้งานในการกำจัดไซยาไนด์
21
รูปที่
34
หน่วย UV และ โอโซน O3
รูปที่
35 แสดงการเปรียบเทียบระหว่าง 3 เทคนิค 21
คือ โอโซน O3 อย่างเดียว กับ เทคนิคโอโซน O3 + H2O2 และเทคนิคโอโซน O3 + H2O2 + แสง UV เมื่อนำเทคนิค 3 วิธีการมารวมกัน สามารถลดระยะเวลาในการกำจัดไซยาไนด์ลงได้
รูปที่
36
แสดงความสมบูรณ์ของปฎิกิริยา UV/O3/H2O2 กำจัดไซยาไนด์ภายใน
25
นาที จะเกิดเกิดสารไซยาเนต เมื่อบำบัดต่อไปสามารถกำจัดสารไซยาเนตในเวลาต่อมา
2 ชั่วโมงครึ่ง 21
สารไซยาเนตเป็นตะกอนของแข็ง
มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง อันตรายกรณีที่สัตว์กินเข้าไป ดังนั้นเพื่อลดการฝังกลบ ปฎิกิริยา
UV/O3/H2O2
กำจัดไซยาไนด์ก็เป็นการกำจัดสาร ไซยาเนตอีกทางหนึ่ง
ปฎิกิริยา
UV/O3/H2O2
ทำภายใต้ pH > 11 ได้โดยไม่มีผลต่อปฎิกิริยา
UV/O3/H2O2 ทำให้ช่วยป้องกันการกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ในระหว่างการทำปฎิกิริยาได้ ซึ่งไม่เหมือน SO2/Air ที่ต้องภายใต้ pH ช่วง 8-9 จะทำให้เกิดก๊าซพิษไซยาไนด์ขณะบำบัด
รูปที่
37
แสดงประสิทธิภาพของปฎิกิริยา เมื่อบำบัดกากตะกอนเหล็กไซยาไนด์
ซึ่งเมื่อรวมเทคนิค แสง UV + โอโซน+ H2O2
สามารถกำจัดเหล็กไซยาไนด์ ได้ถึง 99% ในระยะเวลา
25 นาที 21
รูปที่
38
แสดงประสิทธิภาพของปฎิกิริยา เมื่อบำบัดกากตะกอนเหล็กไซยาไนด์
ซึ่งเมื่อรวมเทคนิค แสง UV + โอโซน+ H2O2
มารวมกัน สามารถเพิ่มปฎิกิริยาได้ 21
8 ) ขบวนการกำจัดไซยาไนด์ ด้วยขบวนการเคมี
sulfides
ให้กลายเป็นสาร SCN- เพื่อลดความเป็นพิษได้ถึง 7 เท่าของสารไซยาไนด์ แต่ถือว่าสารประกอบซัลเฟอร์
ยังเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
รูปที่
39
การใช้เทคนิคแผ่นเยื่อ 23บำบัดไซยาไนด์ได้เหลือเพียง
5 ppm
รูปที่
40
แสดงปฎิกิริยาในบำบัดสารไซยาไนด์ 24 ด้วยสารกลุ่ม sulfides ได้สารไทโอไซยาเนต SCN-
รูปที่
41
แสดงให้เห็นว่า หลังขบวนการบำบัดด้วยสารกลุ่ม sulfides ได้สาร SCN- ไทโอไซยาเนตมีความเป็นพิษลดลง
แต่เมื่อผ่านระบบบำบัดอื่น เช่น คลอรีน, H2O2
, น้ำ , สภาวะกรด
สามารถเปลี่ยนแปลงกลับเป็นสารไซยาไนด์ได้เหมือนเดิม 24
ดังนั้น
เทคนิค sulfide
ถือว่าไม่เหมาะสมในการนำมาบำบัดสารไซยาไนด์ เพราะไทโอไซยาเนต SCN- สามารถเปลี่ยนแปลงกลับเป็นสารไซยาไนด์ได้อันตรายเหมือนเดิม24 เมื่อผ่านระบบบำบัดอื่น เช่น คลอรีน, H2O2 , น้ำ , สภาวะกรด เป็นต้น
กากตะกอนโลหะไซยาไนด์
การบำบัดสารละลายไซยาไนด์ ถือว่ามีความง่ายมากกว่าการบำบัดก๊าซพิษไซยาไนด์
และการบำบัดกากตะกอนดิน หิน ทราย โลหะไซยาไนด์ ปะปนจากการสกัดทองคำก็มีความยากของปฎิกิริยาที่ต้องการให้ไซยาไนด์ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์
0 ppm ไม่มีสารโลหะไซยาไนด์ตกค้างในกากตะกอน
จากงานวิจัย เทคนิค UV/O3/H2O2 ถือว่าได้ผลบำบัดเป็นที่น่าพอใจ
ตะกอนดิน หิน โลหะไซยาไนด์
บำบัดโดยลดการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เพราะกากตะกอนโลหะไซยาไนด์ จะกลับกลายมาเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์
ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้
ขอให้นำกากตะกอนโลหะไซยาไนด์กลับมาบำบัดก่อนให้เป็น 0 ppm ไม่ใช่คิดว่ากากตะกอนโลหะไซยาไนด์เป็นเพียงบ่อขยะ ที่จะฝังกลบง่าย
แล้วทิ้งก๊าซพิษไซยาไนด์ให้ชาวบ้านกลับผลกระทบในอนาคต
รูปที่
42
เอกสารวิศวกร 7
กล่าว่า ตะกอนไซยาไนด์ในกลุ่มสารประกอบไซยาไนด์ สามารถแตกตัวได้ปานกลางถึงง่าย
เมื่ออยู่ในสภาวะกรดอ่อน
เอกสารสภาวิศวกร
แสดงให้เห็นว่า การแตกตัวของกากโลหะไซยาไนด์สามารถกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ การปล่อยกากโลหะไซยาไนด์สู่สิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นอันตราย
ภัยเงียบ แค่รอวันเปลี่ยนเป็นก๊าซไซยาไนด์ เมื่อผ่านไปหลายๆ ปี
ไม่ได้แสดงถึงการลดความเป็นพิษ อันตรายลดลงแต่อย่างใด
รูปที่
43
แสดงสมการการแตกตัวของคอปเปอร์ไซยาไนด์ กลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ เมื่อเจอก๊าซอ๊อกซิเจน
สภาวะกรดอ่อน 25
รูปที่
44
แสดงถึงบ่อเก็บ อาจจะมีก๊าซไซยาไนด์เกิดขึ้น
,ไม่มีการติดตามเฝ้าระวัง ไม่มีการติดตามตรวจวัดปริมาณไซยาไนด์ ,
อาจจะมีไซยาไนด์รั่วไหลลงสู่ด้านล่างในชั้นดิน ปนเปื้อนสู่น้ำใต้ดิน
ทั้งในช่วงปกติ หรือหลังการกลบปิดบ่อ หรืออาจมีการรั่วไหลของบ่อกักเก็บ กากโลหะไซยาไนด์
22
รูปที่ 45 สารประกอบโลหะไซยาไนด์มีถึง รูปแบบโครงสร้างทางเคมี 72
รูปแบบ จากธาตุโลหะ 28 ชนิด เช่น โลหะหนัก
เหล็ก ทองแดง นิเกิล ตะกั๋ว สังกะสี แคดเมียม อาร์เซนิก (สารหนู)
สามารถเกิดการกลายเป็นก๊าซไซยาไนด์ได้อย่างรวดเร็ว หรือถ้าไม่ได้สัมผัสกับกรดอ่อน หรือแสงแดด
สารโลหะไซยาไนด์ ก็จะสามารถอยู่ได้นานถึง 100 ปี 28
งานวิจัยยังตรวจพบสารโลหะไซยาไนด์ได้ถึง 25 ปี 26 แสดงว่าเมื่อผ่านไป 25 ปี ยังสามารถตรวจพบการสลายตัว
และเกิดก๊าซพิษไซยาไนด์ในสิ่งแวดล้อม แค่เหนี่ยวนำเวลารอหลายๆปี แล้วแตกสลายตัวกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์
รูปที่
46
แสดงปฎิกิริยาเหล็กไซยาไนด์ ถูกแสง หรือพลังงานความร้อน
ก็สามารถแตกตัวกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ได้ 27
การปล่อยกากตะกอนโลหะไซยาไนด์สู่ระบบบ่อเปิด
ไม่ได้กำจัดกากโลหะไซยาไนด์ในถังระบบปิดให้เรียบร้อย เนื่องจากได้รับ
พลังงานความร้อน ทั้งจากแสงแดด หรือการสัมผัสก๊าซอ๊อกซิเจนในอากาศ
ยิ่งทำให้ก๊าซพิษไซยาไนด์ กระจายสู่สิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างมากขึ้น
อย่างค่อยเป็นค่อยไป
รูปที่
47
แสดงถึงความแข็งแรงของพันธะโลหะกับไซยาไนด์
สารโลหะไซยาไนด์ที่แตกตัวยากที่สุด อยู่ด้านบนคือ โคบอลต์ (CO) ถัดมาคือ ธาตุเหล็ก (Fe) 28
การแสดงเทคนิคบำบัดโลหะไซยาไนด์
ด้วยเทคนิค UV/O3/H2O2
การใช้ จะใช้ธาตุเหล็กเป็นตัวแทนในงานวิจัย สามารถแสดงประสิทธิภาพการบำบัด
ถ้าได้ถึง > 99% ถือว่าเป็นเทคนิค UV/O3/H2O2 สามารถกำจัดสารโลหะหนักไซยาไนด์ตัวอื่นได้เข้าใกล้ 0 ppm ภายใต้สภาวะด่าง เพื่อลดปริมาณก๊าซพิษไซยาไนด์ในระหว่างการบำบัด
และลดก๊าซไซยาไนด์ที่เกิดจากการสลายของกากโลหะไซยาไนด์ในอนาคต
รูปที่
48
เอกสารแสดงให้เห็นว่าโลหะไซยาไนด์ เพียง pH = 9.3 ก็สามารถกลายเป็นก๊าซพิษไซยาไนด์ได้ 29
ในความเป็นจริง
มีการปรับความเป็นกรดให้อยู่ในช่วง pH ประมาณ 8-9 16
นั้นแสดงให้เห็นว่ามี ก๊าซพิษไซยาไนด์ระเหยสู่สิ่งแวดล้อม
ซึ่งในระบบเหมืองแร่ทองคำของไทย เลือกที่จะใช้การปรับค่าความเป็นด่าง
ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้กำจัดไซยาไนด์
แต่กลับปล่อยก๊าซพิษไซยาไนด์สู่สิ่งแวดล้อม
เอกสารเพิ่มเติม
สายแร่ทองคำที่พบจะมาคู่กับสายแร่โลหะหนักเสมอ ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายยอมรับความเป็นจริง
และแก้ไขปรับปรุงคุณภาพระบบภายในให้มีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน เช่น
การรับผิดชอบนำมาตรฐานน้ำดื่มกินได้ มาแจกจ่ายเป็น น้ำอาบ น้ำรดน้ำต้นไม้ น้ำดื่ม
แจกจ่ายให้ทุกบ้าน ไม่แบ่งแยกว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย แจกจ่าย ดินมาปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์
ดินลอยฟ้า เพื่อแก้ปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนัก สารตะกั๋ว สารปรอท สารหนู (อาร์เซนิก)
ในดิน ในพืช ในน้ำ เป็นต้น
ที่สำคัญ
สารไซยาไนด์สามารถกำจัดในระบบปิดได้ ด้วยขบวนการที่เหมาะสม สามารถทำให้เป็น 0 ppm โดยไม่ต้องปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ต้องอาศัยแสงแดดธรรมชาติในการกำจัดสารไซยาไนด์
ซึ่งอยู่ในอากาศได้นานถึง 3 ปี เป็นต้น
หวังว่านักวิชาการ
และหน่วยงานรัฐ จะมีสำนึกไม่ใส่ร้ายให้กับยารักษาโรคว่า มีสารหนู อาร์เซนิก
ปนอยู่ในยารักษาโรค ส่งผลให้ชาวบ้านรอบบริเวณเหมืองแร่ทองคำตรวจพบสารหนูในเลือด
รูปที่
49
เอกสารที่อ้างว่า ชาวบ้านที่ตรวจพบสารหนูในเลือด เกิดจากการกินยา
มีสารโลหะหนักอาร์เซนิก หรือสารหนูในยาของกระทรวงสาธารณสุข 30 ถือว่าเป็นความไม่รับผิดชอบของนักวิชาการ
ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน แต่กลับป้ายสีให้หน่วยงานอื่น
สรุป
1 ) การจัดการสารไซยาไนด์ จะต้องคำนึงค่าความเป็นกรด-ด่าง11
pH >11 ทุกครั้ง เพื่อลดการเกิดก๊าซพิษไซยาไนด์ ไม่ใช่เทคนิคที่ปรับ pH ช่วง 8-9 16
ซึ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซพิษ
ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มบำบัด
2 ) อาคารจัดการไซยาไนด์ ต้องทำภายใต้ระบบปิด
ทุกขั้นตอนโดยมีระบบเครื่องดักจับก๊าซ scrubber ทั้งแบบนำสารไซยาไนด์กลับคืนโดยใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซด์ 8
และระบบดักจับเพื่อทำลายสารไซยาไนด์ โดยใช้สารโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ ภายใต้ระบบปิด
ไม่ใช่ปล่อยอาคารเปิดโล่งให้อากาศไหลผ่าน ออกสู่สิ่งแวดล้อม
3 ) การใช้ลำแสงบำบัดสารไซยาไนด์ จะต้องทำภายใต้ระบบปิด ด้วยเครื่องผลิตแสง UV
ไม่ใช่การนำไปตากแสงแดดธรรมชาติ
4 ) กากแร่ที่ได้รับการสัมผัส สารละลายไซยาไนด์จะต้องบำบัดไซยาไนด์
ให้มีประสิทธิภาพมากกว่า 99% ภายใต้ระบบปิด ควบคุมค่า pH
ไม่ใช่การนำไปตากแดด
เพราะโลหะไซยาไนด์ ยังสามารถแตกตัวกลับคืนได้ก๊าซพิษไซยาไนด์ ในอนาคตได้อีกด้วย
5 ) เทคนิคการบำบัดไซยาไนด์ที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ UV +
O3 + H2O2 ภายใต้ระบบปิด
สามารถบำบัดสารละลายไซยาไนด์ เป็น 0 ppm และบำบัดโลหะธาตุเหล็กไซยาไนด์ได้ถึง
99% ในระยะเวลา 25 นาที 21
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น